วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Testing This's Update form ScribeFire

if this Work


IT's FUCKING cool 

  
  


Damn Easy

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หนังสือติด QR Code

จากของเดิม หนังสือนิยายเรื่อง 80 วันรอบโลก จะเปลี่ยนแปลงเป็น Around the World in 80 days เวอร์ชันนี้จะอยู่ที่ 18 เหรียญฯ หรือประมาณ 600 บาทโดยเวอร์ชันใหม่นี้จะมาพร้อมกับ QR Code หรือรหัสแท่ง 2 มิติ ที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส (Sqare)ใช้แทนบาร์โค้ดแบบเดิมๆ โดย QR Code ในเล่มจะทำหน้าทีเป็นลิงค์ที่ผู้อ่านสามารถใช้มือถือที่มีกล้อง และรันโปรแกรมอ่าน QR Code เพื่อเข้าสู่คอนเท็นต์ต่างๆ ทีเกิ่ยวข้องเพิ่มเติมในบราวเซอร์




ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553

คำ แถลงการณ์พลเอกชวลิต เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมือง

คำ แถลงการณ์พลเอกชวลิต เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมือง
22 เมษา. 2553 16:36 น.

ด้วยความเคารพต่อข้อคิดเห็นของทุกฝ่าย คำแถลงฉบับนี้ กระผมมิได้กระทำ ในฐานะนักการเมืองเพื่อตอบโต้ หรือ แสวงหาประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองที่สังกัดแต่ประการใด ซึ่งเรื่องทางการเมืองยังมีอีกมาก แต่จะไม่ขอนำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้ ด้วยความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองในฐานะส่วนตัว กระผมได้ทำงานด้านความมั่นคง ของชาติมายาวนาน และนำเสนองานด้านวิชาการอันเป็นหลักวิชาที่เป็นความเห็นถูกแห่งสัมมาทิฐิ เพื่อรักษาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นการให้การศึกษาต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่ความสำเร็จของการสร้างประชาธิปไตยและเป็นการนำเสนอหลักวิชาเพื่อแก้ ปัญหาวิกฤติชาติทั้งปวง ต่อไป
ด้วย เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2553 กระผมได้แถลงโดยสรุปว่า “…คือ หวังในพระมหากรุณาธิคุณที่จะพระราชทานให้พวกเรา เพื่อยุติความขัดแย้งที่มีมานาน และสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองอย่างมหาศาล...พระอาญามิพ้นเกล้าฯ ข้าพระพุทธเจ้าขอรับทุกสิ่งทุกอย่างไว้เหนือหัว หากสิ่งที่อยู่ในหัวใจของพวกเราในวันนี้ คือ ขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าปกกระหม่อมให้กับพี่น้องคนไทย ให้กับพวกเราด้วย ผมคิดว่าถ้าไม่มีพระมหากรุณาธิคุณ ก็ไม่แน่ใจต่อการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นภายในวันสองวันข้างหน้านี้ และจะเป็นตราบาปที่คนไทยไม่ต้องการเห็น...
ที่ตัดสินใจมาทำงานทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย เพราะมีภารกิจที่ต้องพิสูจน์ว่า พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อสีนี้และคนที่เกี่ยวข้องมีความจงรักภักดีหรือไม่ วันนี้ก็ได้พิสูจน์ด้วยสายเลือดทหารรักษาพระองค์ จึงขอประกาศว่า บุคคลทุกคนที่กล่าวมาข้างต้น มีความจงรักภักดีอย่างที่สุด สิ่งที่หวัง คือ ให้สังคมไทยเกิดสันติสุข และปัญหาได้รับการแก้ไข จะยืนหยัดทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน โดยเฉพาะการสถาปนาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขแห่งรัฐ ให้สถิตสถาพรต่อไปให้จงได้...ผู้สื่อข่าวถามว่า...แสดงว่าใน 1-2 วัน ทหารจะใช้กำลังเข้าสลายประชาชน ใช่หรือไม่ กระผมตอบว่า มันคือสิ่งที่ต้องเน้นย้ำ เพราะกลัวว่าทหารจะใช้กำลังเข่นฆ่าประชาชน...” รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบท้าย
ได้ปรากฏว่า วันรุ่งขึ้น 20 เมษายน 2553 ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่เห็นด้วยและไม่บังควรที่นำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการ เมือง” และนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย กล่าวว่า “...นับว่าเป็นความคิดที่แย่มาก คนแก่มีวุฒิภาวะถึงขนาดนี้ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว ย่อมรู้ดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง และอยู่เหนือการเมือง...เป็นการดึงฟ้าให้ต่ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และอยู่เหนือความขัดแย้งมาโดยตลอด ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ทุกคนเข้าใจได้ดีว่า เป็นความคิด ที่ทำลายสถาบัน...“ และคำกล่าวของนายศุภชัย ใจสมุทร ว่า “...ก็ควรต้องรู้ว่าอะไรบังควรหรือไม่บังควร เพราะเป็นที่รู้กันตามรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง...” ฯลฯ
กระผมต้องขอขอบคุณทุกท่าน ที่ได้กรุณาให้ความสำคัญต่อปัญหานี้ ที่กระผมได้เสนอขึ้น ซึ่งได้ก่อผลสะเทือนออกไปอย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง แสดงถึงว่าบุคคลเหล่านี้ได้เป็นตัวอย่างอันดียิ่ง สะท้อนภาพว่ามีมิจฉาทิฐิ หรือความเห็นผิด หรือความมืดบอดอวิชชาอย่างหนาแน่น ต่อปัญหาสถาบันพระมหา กษัตริย์กับการเมืองการปกครอง นั่นคือ แสดงว่ามีปัญหาความคิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ยังแก้ไม่ตก คือ มีความรู้ผิดหรือมีความไม่รู้ นั่นเอง ซึ่งมีผลเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และประเทศชาติ ประชาชน อย่างร้ายแรง ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนา
ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดี ที่จะได้สร้างความเห็นถูกสัมมาทิฐิ แก้ไขความคิด ให้ถูกต้อง มีความจงรักภักดีอย่างมีวิชชา เพื่อรักษาความมั่นคงแด่สถาบันพระมหากษัตริย์ที่ถูกต้อง และนำไปสู่ความ สำเร็จของการสร้างประชาธิปไตย และ
การแก้ปัญหาของประชาชนทั้ง มวล ฉะนั้น จึงขอชี้แจงต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้
1. ก่อนอื่นทั้งสิ้น เราจะต้องรู้ให้ถูกต้องเสียก่อนว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมีความจริงแท้เป็นมาอย่างไร ตามกฎหมายระหว่างประเทศได้รับรองสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า “...สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้แทนแห่งอำนาจอธิปไตยแห่งรัฐ ดังนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์” (THE MONARCH APPEARS AS THE REPRESENTATIVE OF THE SOVEREIGNTY OF THE STATE, AND THEREBY BECOMES A SOVEREIGNTY HIMSELF) จากหนังสือ INTERNATIONAL LAW A TREATISE VOL.I - PEACH BY H. LAUTERPACHT, Q.C., LL.D., F.B.A.สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ (HEAD OF STATE) ซึ่งเป็นประมุขสูงสุดแห่งองค์กรรัฐ (A HEAD AS ITS HIGHEST ORGAN) หรือเป็นหัวหน้าขององค์กรรัฐ (CHIEF ORGAN) และเป็นตัวแทนของรัฐในความสัมพันธ์และกิจการระหว่างประเทศทั้งสิ้น (REPRESENTATIVE IN THE TOTALITY OF ITS INTERNATIONAL RELATIONS)
สถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะเป็นส่วนสำคัญของชาติไทย ที่เป็นสถาบันที่มีมายาวนานที่สุดและทรงก่อตั้งชาติ ทรงมีพระราชอำนาจตามนิติราชประเพณี ภายใต้พระราชดำริและพระราชวินิจฉัยตามความรับผิดชอบของสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อประเทศชาติ มาตั้งแต่ก่อตั้งชาตินับร้อยปีนับพันปี จึงทรงมีอำนาจมากกว่าสถาบันอื่นๆ ที่มีลักษณะเป็นประมุข
สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นจอมทัพไทย ซึ่งกองทัพไทยประกอบ ด้วยกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ตำรวจ และอาสาต่างๆ ทั้งสิ้น
2. สถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคเปลี่ยนผ่านจากยุคสมัยเก่า ขึ้นสู่ยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ทรงสร้างประชาธิปไตย ตั้งแต่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง (ร.5) สมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ (ร.6) และสมเด็จพระปกเกล้าฯ (ร.7) ที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิ์ จนสามารถรักษาเอกราชของชาติไว้ได้ จากการ ล่าอาณานิคมของประเทศนักล่าอาณานิคม และยกระดับประเทศขึ้นสู่ความทันสมัยศิวิไลซ์ (MODERNIZATION)
อีกทั้งทรงวางรากฐานประเทศด้านความมั่นคง และด้านประชาธิปไตย และสมเด็จพระปกเกล้าฯ กำลังทรงสร้างประชาธิปไตย ขั้นตอนสุดท้ายเกือบสำเร็จ แต่ได้เกิดเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 ขึ้นเสียก่อน ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 การสร้างประชาธิปไตยของไทย โดยพระมหากษัตริย์ ก็จะสำเร็จไปแล้วประเทศไทยจะเจริญรุ่งเรืองพร้อม ๆ กับประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว
นี่คือบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อบ้านเมืองไทยในอดีต ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้แม้แต่น้อย และที่สำคัญที่สุด สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหนึ่งในสามสถาบันที่สร้างประชาธิปไตยในโลก คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันกองทัพ สถาบันพรรคการเมือง แต่สำหรับประเทศเอกราชเอเชีย 3 ประเทศ คือ จีน ไทย ญี่ปุ่น มีกฎเกณฑ์พิเศษอยู่ว่า มีเพียงสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่สร้างประชาธิปไตยได้ ถ้าสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกขัดขวาง ก็จะไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยได้ ประเทศจีนถูกขัดขวางก็กลายเป็นคอมมิวนิสต์ ญี่ปุ่นไม่ถูกขัดขวางก็สร้างประชาธิปไตยได้สำเร็จ ประเทศไทยสร้างประชาธิปไตยขึ้นในขั้นตอนแรก แต่ถูกขัดขวาง โดยเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 การสร้างประชาธิปไตยขั้นตอนที่ 2 จึงไม่สำเร็จ ประชาธิปไตยของไทยจึงยังสร้างไม่สำเร็จตลอดมาเป็นระยะเวลาถึง 78 ปี ไม่ว่าจะเป็นโดยสถาบันกองทัพ หรือสถาบันพรรคการเมือง
3. สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ ทรงใช้อำนาจผ่าน 3 ทาง คือ ทางคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ตามธรรมชาติและข้อเท็จจริง สถาบันไดใช้อำนาจ สถาบันนั้นอยู่ในการเมือง ดังนั้น เมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่าน 3 ทาง ดังที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ก็แสดงว่าพระมหากษัตริย์อยู่ในการเมือง ไม่ได้อยู่นอกการเมือง หรือไม่ได้อยู่เหนือการเมืองแต่อย่างใดทั้งสิ้น
การกล่าวว่า สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่นอกการเมือง หรืออยู่เหนือการเมือง หรือไม่เกี่ยวกับการเมืองนั้น เป็นการกล่าวที่ผิดหลักวิชารัฐศาสตร์ ผิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ผิดข้อเท็จจริงที่ดำรงอยู่ และการกล่าวเช่นนั้น เป็นการลิดรอนพระราชอำนาจ ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยไม่รู้ตัว เพราะไม่มีประมุขประเทศใดในโลกไม่มีอำนาจของประมุข ไม่ว่าจะเป็นประเทศราชอาณาจักรหรือไม่ใช่ประเทศราชอาณาจักร ประเทศที่มี รูปของประเทศ (FORM OF COUNTRY) เป็นแบบราชอาณาจักร สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในฐานะประมุขแห่งรัฐ หรือประมุขของประเทศ มีพระราชอำนาจในการทรงแต่งตั้ง ถอดถอน ประมุขทางการเมืองเช่น นายกรัฐมนตรี ประธานสภา และประธานศาลฎีกา อย่างเด็ดขาดสมบูรณ์บริบูรณ์ ถ้าประเทศใดมี รูปของประเทศเป็นแบบอื่น สถาบันที่เป็นประมุขก็จะมีอำนาจเช่นเดียวกัน ไม่ใช่เป็นเพียงตรายาง คือ มีแค่ตำแหน่งแต่ไม่มีอำนาจ ปัจจุบันรัฐธรรมนูญไทย ยังลิดรอนพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในฐานะประมุขแห่งรัฐอยู่อย่างมากมาย
4. ประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น ดีกว่าประเทศที่ มีสถาบันอื่นเป็นประมุข ดังเช่น สถานการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมนี โดยการนำของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี และ เป็นผู้นำสูงสุด หรือประธานาธิบดีจึงนำเยอรมันเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 และทำสงครามจนพ่ายแพ้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตร แต่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ยังไม่ยอมแพ้ จึงถูกโจมตีจนกรุงเบอร์ลินแหลกละเอียด ประชาชนล้มตายมหาศาล แม้นายพลรอมเมล สิงห์ทะเลทราย จะลอบสังหารฮิตเลอร์ เพื่อยุติสงคราม กลับถูกจับและสั่งให้กิน ยาตาย เยอรมนีพินาศย่อยยับ ฮิตเลอร์ยิงตัวตายในห้องใต้ดิน เยอรมนีย่อยยับ เพราะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ญี่ปุ่นพ่ายแพ้แล้วโดยถูกทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา และเมืองนางาซากิ นายกรัฐมนตรีจอมพลโตโจไม่ยอมแพ้จะสู้ต่อ ซึ่งจะทำให้ญี่ปุ่นถูกระเบิดปรมาณู จนจมหายไปในมหาสมุทรแปซิฟิก คนญี่ปุ่นจะล้มตายมหาศาล แต่สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น ทรงมีพระบรมราชโองการปลดนายพลโตโจ แล้วทรงตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทน สงครามโลกครั้งที่ 2 จึงยุติลง ญี่ปุ่นจึงยังไม่พังพินาศ ย่อยยับ เพราะมี สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อิตาลีก็แพ้แล้วเช่นกัน มุสโสลินีนายกฯจะไม่ยอมแพ้ จึงถูกปลดโดย พระเจ้า วิคเตอร์ เอ็มมานูเอล และทรงตั้งนายพลทหารเรือ คนหนึ่งเป็นนายกฯ จึงสามารถ ยุติสงครามโลกลงได้ อิตาลีไม่ย่อยยับเพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์
ประเทศไทย เพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงสามารถรักษา เอกราชชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นมาได้จนถึงทุกวันนี้ จากภัยลัทธิล่าอาณานิคม ลัทธิคอมมิวนิสต์ และภัยทุกชนิด โดยเฉพาะสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2
ดัง นั้น จึงต้องพิทักษ์และเทิดทูน สถาบันพระมหากษัตริย์ ไว้เป็นประมุขของประเทศไทยตลอดไป และต้องทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ มีพระราชอำนาจอย่างสมบูรณ์ ตามหลักวิชาการเมืองการปกครองที่ถูกต้อง
5. สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในฐานะประมุขแห่งรัฐ มีคุณูปการ ต่อประชาชนอย่างยิ่ง คือ เพราะประเทศไทยมีการปกครองระบอบเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการรัฐสภาหรือเผด็จการรัฐประหาร เป็นธรรมดาที่เมื่อฝ่ายใดได้อำนาจ ก็จะเผด็จการอย่างเต็มที่ ซึ่งจะก่อความเดือดร้อน และความเสียหายต่อประเทศชาติ แต่พระมหากษัตริย์ทรงคานและคัดค้านการใช้อำนาจเผด็จการ ให้ลดความรุนแรงเลวร้ายน้อยลง เช่น ทรงยุติวิกฤติชาติ ยุติการฆ่าฟันประชาชน ในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ และพฤษภาทมิฬ นี่เป็นการเมืองที่ถูกต้องใช่หรือไม่
6. สถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นสถาบันแห่งความยุติธรรมทางการเมือง จึงทรงสามารถยุติความแตกแยก ขัดแย้ง ฆ่าฟันกันทางการเมือง ในขณะที่ไม่มีสถาบันใดจะยุติสถานการณ์ได้อีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าสถาบันกองทัพ สถาบันรัฐบาล และสถาบันรัฐสภา ดังเช่นเหตุการณ์ 14 ตุลา และพฤษภาทมิฬ
โดยเฉพาะในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทรงแสดงความเป็นสถาบันที่ทรงความยุติธรรมทางการเมือง โดยทรงรับสั่งให้ทั้งฝ่าย พล.อ.สุจินดา คราประยูร และฝ่าย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าพร้อมกัน แล้วทรงตรัสให้ทั้งสองฝ่าย ร่วมกัน ยุติวิกฤตการณ์ จึงสามารถยุติสถานการณ์วิกฤติ ลงได้อย่างเบ็ดเสร็จสิ้นเชิง นี่คือ บทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ใช่หรือไม่ ถ้าไม่มีบทบาทดังกล่าวแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จะไม่เกี่ยวกับการเมืองได้อย่างไร
7. ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์เคยเรียกร้องรัฐบาลพระราชทาน ตามมาตรา 7 และพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 7 ไม่ได้บัญญัติไว้ให้อำนาจพระมหากษัตริย์ ในการพระราชทานรัฐบาลพระราชทาน แต่การที่กระผมได้ขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ พระบารมีปกเกล้าฯให้กับประชาชนทั้งประเทศ โดยที่ยังไม่ได้มีพระราชวินิจฉัยใด ๆ ทั้งสิ้น ว่าเป็นเช่นไร แล้วทำไมจึงมีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์กระผมก่อน มิเป็นการละเมิดพระบรมราชวินิจฉัย และพระราชอำนาจหรือ
ฯพณฯ อภิสิทธิ์ และ ฯพณฯ สุเทพ ได้เคยเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เมื่อครั้งซาวเสียงผู้ควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกับ ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช แต่ต่อมาก็ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ตามพระราชดำรัส “รู้รักสามัคคี” และต่อมายังได้ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่าไม่ได้เคยเสนอรัฐบาลแห่งชาติ ทำให้เห็นว่าท่านไม่มีจุดยืน เพื่อประโยชน์ชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง สองมาตรฐานหรือไม่ครับ ท่านสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
8. การทรงรับฎีกาจากราษฎรเป็นธรรมเนียมอันมีมายาวนาน ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และการถวายฎีกาเป็นเสรีภาพของประชาราษฎรตลอดมา ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามฯจนถึงปัจจุบัน เป็นสัมพันธภาพระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ และพสกนิกรของพระองค์ที่ดีงามสูงส่งตลอดมา นั่นคือ สะท้อนภาพถึงทศพิธราชธรรมของสถาบันพระมหากษัตริย์ และสะท้อนภาพความจงรักภักดีอย่างยิ่งของประชาราษฎร
การถวายฎีกาที่เป็นประวัติศาสตร์ คือ การถวายฎีกาขอพระราชทาน การปกครองแบบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2428 โดยเจ้านายและ ขุนนาง นำโดยกรมพระนเรศวรฤทธิ์ ดังจะยกมาเป็นตัวอย่าง เพื่อเทียบเคียงกับของกระผม ดังนี้
“...ข้าพระพุทธเจ้า ผู้มีชื่อในท้ายหนังสือนี้ ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระ บาท ด้วยอำนาจความกตัญญูต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแลความรักชาติบ้านเมือง ซึ่งเป็นของไทยมาหลายร้อยปี จึงทำให้ข้าพระพุทธเจ้าตั้งใจเอาร่างกายและชีวิตเข้าฉลองพระเดชพระคุณ ทำราชการให้บ้านเมืองเจริญ ได้เป็นที่ลำนักร่มเย็นเป็นเอกราชในประเทศของตน และอำนาจน้ำพระพัฒน์ ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าถือเอาเป็นที่หมายว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท มีพระราชหฤทัยเชื่อถือในความสัตย์ของข้าพระพุทธเจ้า แลตั้งพระราชหฤทัยที่จะ ทำนุบำรุงข้าราชการแลราษฎรทั้งหลายในพระราชอาณาเขต ให้มีความสุขความเจริญทั่วไป ทั้งสัญญาซึ่งข้าพระพุทธเจ้าได้แสดงทูลเกล้าฯ ถวายว่า ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีใจซื่อสัตย์กตัญญู คิดทำราชการฉลองพระเดชพระคุณโดยเต็มกำลัง และปัญญาข้าพระพุทธเจ้า จึงได้สามารถกราบบังคมทูลพระกรุณาในสมัยกาลปัตยุบัน ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยเกล้าฯ ว่าเป็นเวลาอันตรายจะมาถึงกรุงสยามได้ ด้วยเหตุภัยต่าง ๆ และซึ่งข้าพระพุทธเจ้าถือว่า ถ้ามิได้กราบบังคมทูลพระกรุณาความรู้เห็นแล้วก็จะเป็นการขาดจากความกตัญญู และน้ำพระพัฒน์ ทั้งความรักใคร่ ในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท แลทั้งพระราชอาณาเขต ซึ่งเป็นของข้าพระพุทธเจ้า ชาวสยามทั่วกันหมด
ความซึ่งข้าพระพุทธเจ้า จะได้กราบบังคมทูลพระกรุณาต่อไปนี้ มีอยู่สามข้อเป็นประธาน คือ 1. คือภัยอันตรายซึ่งจะมีมาถึงกรุงสยามได้ด้วยความปกครองของกรุงสยาม ดังเป็นอยู่ในปัตยุบันนี้ จะเป็นไปได้ด้วยเหตุต่าง ๆ ดังมีตัวอย่างของชาติ ที่มีอำนาจใหม่ได้กระทำต่อชาติ ซึ่งหาอำนาจป้องกันมิได้ 2. คือการจะรักษาบ้านเมืองให้พ้นภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ ด้วยการปกครองของชาติบ้านเมืองอย่างมีอยู่ ในปัตยุบันนี้ โดยทางยุติธรรมฤาอยุติธรรมของศัตรูก็ดี ต้องอาศัยความเปลี่ยนแปลงในทางทะนุบำรุงรักษาบ้านเมือง ตามทางญี่ปุ่น ที่ได้เดินทางยุโรปมาแล้ว และซึ่งประเทศทั้งปวงที่มีศิวิไลซ์ นับกันว่าเป็นทางอันเดียวที่จะรักษาบ้านเมืองได้ 3. ที่จะจัดการตามข้อสองให้สำเร็จได้จริงนั้น อาจเป็นไปได้อย่างเดียวแต่จะตั้งพระราชหฤทัยว่า สรรพสิ่งทั้งปวงต้องจัดการให้เป็นไปโดยจริงอย่างอุกฤษฏ์ ทุกสิ่งทุกประการไม่ว่างเว้น...”
เมื่ออ่านดูเนื้อหาแล้ว ปรากฏว่า แรงและแหลมคมกว่าของกระผมอย่างเทียบกันไม่ติด ทั้งที่ในอดีตอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปัจจุบันอยู่ในระบอบรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การกล่าวหาต่างๆ และการว่ากล่าวโจม ตีกระผมดังกล่าวข้างต้น นอกจากจะเป็นการลิดรอนพระราชอำนาจและทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ยังทำลายหรือปิดกั้นธรรมเนียมฎีกาอันเก่าแก่ ดีงามสูงส่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังเป็นการปิดกั้นเสรีภาพของพสกนิกรในการถวายฎีกา อย่างไม่ได้เจตนาหรือโดยไม่รู้ตัว หรือไม่ได้ตั้งใจอีกด้วย
9.การขอพระบรมราชานุญาต กราบบังคมทูลขอพระบารมีปกเกล้าฯ ต่อปวงชนชาวไทย มิให้ถูกเข่นฆ่าโดยทหารบางคนในกองทัพ โดยคำสั่งที่ ไม่ถูกต้องชอบธรรมของรัฐบาลนั้น มิได้ตีตนไปก่อนไข้แต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่ทหารบางคนโดยคำสั่งของรัฐบาล ได้เกิดการเข่นฆ่าประชาชนแล้วนับสิบ ๆ ศพ และด้วยคำสั่งรัฐบาลที่ผิดนี้ ยังเป็นเหตุให้ทหารเสียชีวิตประมาณ 5-6 ศพ และมีผู้บาดเจ็บทั้งสิ้นกว่า 800 คน ซึ่งขัดต่อพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ในฐานะพระองค์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ และองค์รัฏฐาธิปัตย์ และจอมทัพไทย ที่ทั้งรัฐบาลและทหารจะต้องขึ้นต่อพระองค์
และเมื่อเกิดการบาดเจ็บล้มตายเสียเลือดเนื้อแล้ว รัฐบาลยังไม่หยุด ยังจะ มีการเดินหน้าเข่นฆ่าปราบปรามประชาชนต่อไปอีก เพราะใช้มาตรการปราบปรามซึ่งเป็นมาตรการที่ผิด คือ แทนที่จะไม่ใช้มาตรการทางการเมืองเป็นหลัก พร้อมกับการใช้มาตรการปราบปรามและมาตรการกฎหมาย เป็นมาตรการประกอบ แต่รัฐบาลกลับใช้มาตรการกฎหมายและปราบปรามเป็นหลัก ไม่สนใจมาตรการทางการเมือง โดยสร้างประชาธิปไตยเป็นหลักในการแก้ปัญหาม็อบอันเป็นปรากฏการณ์ของระบอบ เผด็จการรัฐสภา เช่นเดียวกับนโยบาย 66/23 ที่แก้ปัญหาสงครามกลางเมืองสำเร็จในอดีต เมื่อรัฐบาลสั่งให้ทหารปฏิบัติมาตรการแก้ปัญหาม็อบที่ผิด จนเกิดการบาดเจ็บล้มตายทั้ง 2 ฝ่าย รัฐบาลกลับไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น แต่เตรียมการที่จะดำเนินการเข่นฆ่าประชาชนอีก กระผมจึงไม่มีทางเลือก เพราะเห็นว่าไม่มีสถาบันใดอีกแล้ว ที่จะสามารถหยุดยั้งได้ นอกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันที่ทรงความยุติธรรมทางการเมืองเพียงสถาบันเดียวเท่านั้น และจะต้องยุติยับยั้งให้ทันต่อสถานการณ์ก่อนจะสายเกินการณ์ กระผมจึงตัดสินใจขอพระบารมีปกเกล้าฯให้แก่ประชาชนดังกล่าว อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง และไม่มีทางเลือกใดทั้งสิ้น
ใครคือผู้รับผิดชอบและใครกันแน่ที่ไม่รับผิดชอบ ใครผิดใครถูก ลองคิดดูด้วยจิตใจที่เที่ยงธรรมและมีคุณธรรม อย่ายึดแต่หลักนิติรัฐ แต่ไม่มีหลักนิติธรรม หรือจงถือธรรมเป็นอำนาจ อย่าถืออำนาจเป็นธรรม และขอยืนยันว่า กระผมเป็นหัวหน้าขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ เพื่อต่อสู้เอาชนะขบวนการเผด็จการรัฐสภา เผด็จการรัฐประหาร และเผด็จการทุกชนิด มิใช่หัวหน้าผู้ก่อการร้ายตามที่มีผู้ป้ายสีไว้แต่ประการใดทั้งสิ้น

ลง ชื่อพลเอก (ชวลิต ยงใจยุทธ) 22 เมษายน 2553

วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2553

ข้าวหมูแดง กับชีวิต

หลายปีก่อน มีร้านข้าวหมูแดง เปิดใหม่ สร้างความแปลกใหม่ของของรสชาติ รูปแบบร้าน ลดแลกแจกแถม ทุกคนชอบแล้วก้ออยากให้ เปิดขายไปนานๆ อยากให้มีร้านข้าวหมูแดงอย่างนี้ เปิดทุกฟื้นที่ .......เปิดร้านอยู่หลายปี คนกินแล้ว อร่อย กินแล้ว อิ่ม กินแล้ว พึ่งพอใจ ขายดีมากกกกกกกกกกกกก เพราะ มันเป็นความเชื่อความพอใจไปแล้วว่า ข้าวหมูแดง อร่อยที่สุด อิ่มที่สุด

ร้านอื่นๆยอดขายน้อยลง ความนิยมลดลงอย่างชัดเจน จึงรวมตัวกัน หาวิธีมาจัดการกับร้านข้าวหมูแดงร้านนี้โดยวิีูีธีทางการตลาด มีคนออกมาบอกว่า ข้าวหมูแดงกินแล้วท้องจะเสีย กินแล้วไม่มีประโยชน์ โฆษณา ออกไปทุกสื่อ ที่มีอยู่ โดยลืิมและคิดล่วงไปว่า การชวนเชื่อ จะได้ผลดี ก้อต่อเมื่อ ผู้บริโภคต้องรับรู้ผลเสียของสิ่งนั้นๆด้วยตัวเอง......... มีบ้างกลุ่ม บ้างสังคม เห็นชอบด้วย แต่ก้อมีบ้างกลุ่ม บ้างสังคม ยังคงนิยม และ พอใจ ใน ข้าวหมูแดง เพราะเค้า เห็นว่า กินแล้ว ก้อไม่ได้ท้องเสีย สักหน่อย กินแล้ว อิ่ม แล้วก้อยังหาของกินอย่างอื่นทีี่มีคุณภาพ แบบนี้ ไม่ได้ หาชื้อกินก้อง่าย อยู่บ้านนอกก้อมีขาย


บ้างกลุ่ม บ้างสังคม เห็นด้วยกับชวนเชื่อของร้านอื่น ประกอบกับเห็นแล้วว่า ข้าวหมูแดงขายดีขนาดนี้ เจ้าของร้านรวยขึ้นรวยขึ้น ขายข้าวหมูแดง อาหารธรรมดา แต่แม่ง รวยเอาๆ ต้นทุนก้อต่ำ ควบคุมกำหนดราคาขายเอง คุณภาพเริ่มต่ำลง ไปกินอย่างอื่นดีก่า แต่ คนบ้านนอก เค้ายังเชื่อของเค้าอยุ่ว่า ข้าวหมูแดง อร่อยที่สุด จะให้ไปกิน ซูซิ พาสต้า เนื้อโกเบ ก้อไม่มีเงินพอ แล้ว ก้อไม่มีขายแถวบ้าน กินแล้ว จะ อร่อย ก่า ข้าวหมูแดง หรือป่าว....

ข้าวหมุแดง เริ่มละส่ำ คนกินน้อยลง ข้าวหมูแดงกลายเป็นของแสลง ของคนในเมืองหลวง มีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาต่อต้านการจำหน่ายข่าวหมุแดง ร้อยทะมิดด้าม ไม่เอาข้าวหมุแดง ....ข้าวหมูแดงออกกกกกกกกกกกกกกกไป พร้อมกับ แนะนำ ข้าวชนิดใหม่ ข้าวอบขมิ้น อร่อยก่า มีลำนำบริบทของส่วนผสมที่สืบทอดตั้งแต่อดีตกาล คนชั้นสูง(ไม่รู้เอาอะรัยมาวัด)ต้องนี้เลย ข้าวอบขมึ้น....เดินเข้าให้ ถูกร้านละ เข้าผิดร้าน หรือ ไปแอบกินข้าวหมุแดง จะโดนล้อเอา กิ้วๆ ต่ำไร้การศึกษา ไม่มีความคิด วิน ริมโขง ตะเข็บชายแดน

เจ้า ของร้านหมูแดง ที่รวยขึ้น จากการขายข้าวหมูแดง(ที่กินเข้าไปนานๆมีสารตกค้าง ไม่มี กลูตาไธโอน(Glutathione) ไม่มีสาร Antioxidants (อิอิ ดูดี ดูมีภูมิ จัง) ซึ๋็งมีผลร้ายในระยะยาว) ต้องปิดร้านข้าวหมูแดงในบ้างฟื้นที่ โดนไล่และพยายามห้ามไม่ให้เข้ามาขายได้อีก โดย เฟรนด์ไชน์เก่าแก่ เจ้าของสโลแกน ..เสียสํตย์ เพื่อชาติ แล้วจะ อร่อย....ที่โดนปิดไปแล้วตอน พฦษภา ปี 35 (ไปตามเค้ากลับมาทำไม) เจ้าของร้านข้าวหมูแดง ไม่มีแผ่นดินไว้ทำมาหากิน ซึ่ง วันนี้ไม่โดนไล่ วันหน้าก้อต้องโดน เพราะนานวันไป ผุ้ที่ชื่นชอบข้าวหมูแดงวันนี้ จะเล็งเห็นและรับรู้ได้ด้วยตัว เองว่า กินข้าวหมูแดงทุกวันๆ ถึงจะไม่ท้องเสียในทันที แต่จะให้กินทุกวันตลอดไป ร่างกายคงขาดสารอาหารอื่นๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ ถ้าผุ้ค้าข้าวรายอื่น ทำให้เห็น ทำมาให้ชิม ไม่ใช่ออกมาบอก อย่าไปกิน ไม่ดี ห้ามกิน เค้าไม่รับรู้หรอกคับ ..


การครัว ต้องแก้ด้วย การครัว อย่าใช้การโฆษณาชวนเชื่อ อย่าทำให้รสนิยมในการ กินอาหาร มาแบ่งชั้น แบ่งความคิด สิทธิความเป็นคน ยอมรับในรสนิยม แล้วปรับปรุง รสชาติ อาหารให้ดี ผู้บริโภค ตัดสินเอง ว่าจะกินอะรัย


ตอนนี้เจ้าของ ร้านหมูแดงดิ้นรนทุรนทุราย คิดว่า ข้าวหมูแดงเป็นที่ยอมรับของคนทั้งประเทศ อีโก้ สุง นะเฮีย เปิดร้านขายไม่ได้ แม่ง ขายตรงแม่งเลย ครายชอบกินข้าวหมูแดงมากินกันชุดใหญ่ มีกุ๊กนำ 3 คน จัดไว้ให้แล้ว กลางเมือง เฮียก้อเกินไป ...ใจกว้างๆคิดกว้างๆ หน่อย เฮียเล่นงี้ ก้อบ่งถึง ความคิดของตัวเองว่า ข้าวกรู สุดยอด ข้าวคนอื่น ไร้คุณภาำพ ต้องกลับมากินข้าวหมูแดง นะทุกคน ......กรู(ในที่นี้หมายถึง หลายคน ) มีต่อมรับรส และ ต้องการ ข้าวที่ดีที่สุด สำหรับ ตัวเองและครอบครัว

การครัว ต้องแก้ด้วย การครัว ......บริโภคอยากมีสติ

Re Blog ชาวบ้าน เก็บไว้อ่านเตือนใจ

10 เมษายน 2553

posted on 12 Apr 2010 19:31 by nanoguy  in Nanolife
จริงๆตอนนี้ผมยอมรับว่าอยู่ในภาวะอารมณ์ที่ไม่ปกติอย่างยิ่ง ผมเคยสนุกสนานกับการนั่งด่าหนังห่วยๆ ชมหนังดีๆ เป็นพารากราฟยาวๆ เพื่อมาประกอบรางวัลกำมะลองี่เง่าๆอย่าง Nanoguy Awards อยู่ทุกปี และตอนนี้ผมเองก็มีภาระต้นฉบับที่ต้องส่งบรรณาธิการ แต่นอกจากกองข้อมูลที่หามากองไว้แล้ว หนังผมก็ยังไม่ได้ดู และการเขียนก็ยังไม่คืบหน้า เพราะว่าตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์ทำอะไรจริงๆ และอาจจะต้องทิ้งรางวัลที่ผมนั่งทำมาทุกปีให้เหลือทิ้งไว้แค่นอมินี
ผมไม่ใช่คนจิตใจงดงาม อ่อนไหว เปี่ยมไปด้วยธรรมะ อะไรขนาดนั้นหรอกครับ ผมมันก็คนนิสัยธรรมดาคนนึง ที่ชอบการดูหนังเลือดสาด ฆ่าคน สมองไหล จนที่บ้านหาว่าเป็นโรคจิต แต่ตอนนี้ - อาจจะพูดเวอร์เกินไป - ผมกำลังอยู่ในขั้นเสื่อมศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ขั้นร้ายแรง
คุณเต้-ไกรวุฒิ จุลพงศธร ตั้งสเตตัสไว้ในเฟซบุึคของเขา เรื่องของ simulacrum ที่เป็นคอนเซ็ปต์ของ Jean Baudrillard ว่าด้วยความจริงที่ยิ่งกว่า ความจริง (hyperreality) และการสนทนาในวันนั้นคงให้ภาพชัดที่สุด เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ และบางทีถ้าไม่มีเฟซบุคเราก็คงไม่รู้ว่าคนรอบตัวของเราหลายคนโหดร้ายและมืด บอดแค่ไหน
ปีที่แล้ว ตอนสงกรานต์เลือด ก็มีการปราบปราม มีความรุนแรง และมีความเห็นที่สาปแช่งให้ฝ่ายตรงข้ามตายห่ากันไปให้หมด เราก็ได้แต่นั่งครุ่นคิดว่าหวังว่าพี่น้องมิตรสหายรอบตัวเราจะไม่เป็นคนจิต ใจหยาบช้าเช่นนั้น หยาบช้าพอที่จะสนุกสนานเมื่อเห็นผู้ที่ยืนอยู่คนละฝั่งถูกยิงสมองไหล เลือดสาด วิญญาณดับสูญ และนั่งหัวร่อร่าบอกว่าพวกเขาเป็นควาย
แต่วันนี้เฟซบุคทำให้ผมเห็น และผมเศร้ามาก ว่าคนรอบตัวผมคิดกันได้ถึงเพียงนี้
บางคนเรียนคณะรัฐศาสตร์แท้ๆ กลับคิดได้เพียงว่า ผู้ชุมนุมเสื้อแดงมีความรู้เรื่องประชาธิปไตยมากแค่ไหน ถึงจะออกมาชุมนุมเรียกร้อง ผมเองก็อยากถามเขาเหมือนกันว่า ร่ำเรียนมาจนป่านนี้แล้ว พวกเขารู้เรื่องประชาธิปไตยจริงหรือ ถึงได้เอาสถานะของตัวเองเข้าข่มได้ขนาดนี น่าอับอายยิ่งกว่ารุ่นน้องผมคนหนึ่ง ตอนแรกผมไม่ชอบแนวคิดเขาเลย เพราะเขาสนับสนุนและชื่นชอบนายกษิต ภิรมย์ และพยายามโยนบาปให้เสื้อแดงตลอดเวลา แต่อย่างน้อยผมก็ชื่นชมเขา ที่เขายอมรับตรงๆว่าเขาไม่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย
บางคนก็ฉลาดเฉลี่ยวกว่า ใช้การเสียดสีที่เจ็บแสบกว่า ไม่มีการหลุดมาว่าอยากให้ใครตาย แต่จิตสันดานด้านหยาบมันแฝงชัดอยู่ในคำพูดเหล่านั้น ช่วงเริ่มต้นสลายการชุมนุม (ภายใต้คำที่น่ารังเกียจทุเรศอุบาทว์อย่าง "การขอพื้นที่คืน") มีความเห็นมากมายที่สนับสนุนให้ทหารฆ่าประชาชน ผมไม่พูดก็ได้ว่าประชาชนที่ไม่มีอาวุธ เพราะเสื้อแดงเองก็ต้องมีสัญชาตญาณในการป้องกันตนเอง โดยเฉพาะเมื่อทหารมีอาวุธสงครามครบมือ อุ่นเครื่องกันมาตั้งแต่คราวที่ปะทะกันที่สถานีดาวเทียมไทยคม ที่มีการยิงกันจริงๆ และที่ผ่านฟ้า สี่แยกคอกวัว ถนนดินสอ มีกระทั่งรถถังกับรถฮัมวี่ที่บรรทุกอาวุธสงครามมาเต็มอัตรา
สิ่งพวกนี้เทียบไม่ได้นะครับ กับการปล่อยบอลลูนไปก่อกวนเฮลิคอปเตอร์(ที่ใช้ ในการปล่อยแก๊สน้ำตา) การใช้ด้ามธงทิ่มๆไปที่ทหาร การขว้างปาขวดน้ำ ก้อนหิน ก้อนอิฐ หรือแม้แต่การเข้าไปรุมประชาทัณฑ์ทหาร ผมเถียงเผื่อให้อีกก็ได้ว่า แม้ผู้ชุมนุมจะมีอาวุธในลักษณะประสงค์เอาชีวิตเหมือนทหาร (เช่น ปืนอาก้า เป็นอาทิ) แต่ในขณะชุมนุมนั้น มีหลักฐานการใช้อาวุธเหล่านี้เข้าไประรานคนอื่นหรือไม่ และหากต้องมีการใช้อาวุธเหล่านี้เพื่อป้องกันตัว ก็เป็นสิทธิของผู้ชุมนุมเหมือนกัน ไม่ต่างกับที่รัฐบาลอ้างว่าทหารมีกระสุนจริงไว้เพื่อป้องกันในเหตุจวนตัว (หลังจากที่ครั้งแรกกล่าวว่ากระสุนจริงมีไว้ยิงขึ้นฟ้าเท่านั้น)
ผมช็อค เมื่อหลายคนกำลังตั้งข้อสมมติฐานว่า เสื้อแดงเริ่มต้นความรุนแรงก่อน ด้วยอาวุธหนัก ดังนั้นทหารจึงมีสิทธิปราบปรามด้วยอาวุธหนักเช่นกัน ผมถามว่าถ้าทหารไม่มาที่นี่ จะเอื้อให้เกิดเหตุเช่นนี้หรือไม่?
ผมขี้เกียจย้ำซ้ำไปมาจริงๆเลย(เพราะพูดไปหลายครั้งมากในเฟซบุค) ว่าการชุมนุมของเสื้อแดงนั้นไม่ได้ิผิดกฎหมายอะไร มันมีคนเดือดร้อน ผมไม่เถียง หลายคนที่ผมรู้จักก็เดือดร้อนอย่างยิ่งเพราะการชุมนุมของคนเสื้อแดง ก็เป็นสิทธิของพวกเขาที่จะไม่ชอบม็อบ ผมก็ไม่ได้บังคับให้พวกเขามาชอบ แต่ผมรับไม่ได้กับคนที่พยายามจะเดินตามตูดรัฐบาล ด้วยการบอกว่าเสื้อแดงผิด กฎหมายอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วมีแต่กฎหมายเล็กจ้อย เช่น กฎหมายจราจร

แล้วมันเ้รื่องอะไรที่รัฐบาลจะใช้ พรบ.ความมั่นคง กับ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง
กลับมาที่เรื่องที่ขัดข้องของผมต่อ พี่ที่ผมรู้จักคนหนึ่งก็อยู่ในกลุ่มคนที่ผมช็อค เขาเข้ามาสนับสนุนว่า "ตายๆกันไปให้หมดดีแล้ว" ในช่วงเริ่มต้นสลายการชุมนุม และวันถัดมา เมื่อผมตั้งสเตตัสที่พูดเรื่องการป้องกันตัวของคนเสื้อแดง เขาก็เข้ามาแย้ง ว่า "ทหารก็คนนะตี้" ผมขี้เกียจเถียงเขาว่า "แล้วเสื้อแดงไม่ใช่คนหรือไง" ไม่อยากให้ความขัดแย้งหรือความที่เรารู้จักกันมานานต้องมาพังเพราะเรื่องการ เมือง มันทุเรศ
วันนั้น(ช่วงคาบเกี่ยว 10-11 เมษายน) ผม block คนไป 4 คน เพราะผมรู้สึกอิดหนาและขยะแขยงอย่างยิ่งกับพฤติกรรมของพวกเขา ผมอยากเชื่อว่ามันเป็นแค่ความไร้สติชั่ววูบ อยากเชื่ออย่างนั้นมากๆ เพราะ 3 คนในนั้นเป็นเพื่อนของผมสมัยมัธยมปลาย คนหนึ่งสนิทกันมากถึงขั้นเคยคุยกันได้ทุกเรื่อง ณ เวลานั้น อีกสองคนก็เป็นเพื่อนผู้หญิง ที่คนหนึ่งดูน่ารักสดใสอ่อนโยน และอีกคนหนึ่งแม้จะปากร้ายไปหน่อยแต่ก็เป็นเพื่อนเฮฮาที่ไม่มีอะไรต้องเถียง กัน
เอานอกจากสามคนนั้นก่อน รุ่นน้องร่วมคณะผมคนหนึ่ง ซึ่งผมเองจำได้แต่ชื่อ ภาษาอังกฤษที่เธอเอามาตั้งเป็นชื่อของเธอในเฟซบุค แรกๆผมก็เฉยๆ เมื่อเธอยังคงอัพสเตตัสเรื่อยเปื่อยเรื่องรถยนต์สีเหลืองของเธอ การแสดงออกทางการเมืองอย่างสูงสุดในชีัวิต ด้วยการบีบแตรใส่หูคนเสื้อแดงตามที่ต่างๆที่เธอขับรถไปพบเจอ จนกระทั่งช่วงที่เธอเริ่มสาปแช่งคนเสื้อแดง เฆี่ยนตีพวกเขาด้วยเก้าอี้ที่ชื่อวาทกรรม "ทักษิณซื้อ" ผมก็ hide เธอไประยะหนึ่ง เพื่อที่จะไม่ต้องมาขุ่นข้องหมองใจกันทีหลัง
กระทั่งวันหนึ่ง ผมเข้าไปคอมเมนต์สเตตัสของเพื่อนร่วมคณะ ซึ่งนั่งเรียนกันมาตลอด คนหนึ่ง ผมรู้ว่าเขาเป็นคนที่ไม่ชอบเสื้อแดงและทักษิณอย่างยิ่ง ซึ่งผมก็ไม่ได้ไปจุ้นจ้านอะไรเขา เขาตั้งสเตตัสในทำนองว่าตอนนี้เขาไม่อยากคุยกับคนเสื้อแดง เพราะพวกมันคิดจะ เผาบ้านเผาเมือง ผมก็เข้าไปแสดงความเห็นสั้นๆทิ้งไว้ ก่อนเขาจะรีบมาออกตัวว่าเราคุยกับตี้ได้นะ (แสดงว่าผมเป็นเสื้อแดงไปแล้วสินะ) ก่อนที่ยัยน้องคนนั้นก็มาท้าทายให้ผม block เธอในสเตตัสนั้น แน่นอน ผมทำให้ และยินดีครับ อีห่า!
ก่อนจะ block ผมได้ลองแวบไปดูสเตตัสของเธอ เพราะเพื่อนผมหลายคนที่เกลียดเสื้อแดง อย่างน้อยพวกเขายังไม่มองการตายของคนเป็นเรื่องสนุกสนานหรือควรค่าที่จะเกิด ขึ้น แต่สเตตัสของยัยรุ่นน้องคนนี้เขียนไว้ว่า "ขอไว้อาลัยให้กับคนไทย ที่เห็นคุณค่าของเงินมากกว่ารวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย" พร้อมกับเพื่อนๆของเธอที่นำเอารูปคนตายที่ถูกยิงสมองไหล มาล้อเล่นพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เหมือนกับว่านี่ไม่ใช่ศพมนุษย์ ในคอมเมนต์ของสเตตัสอันนั้น
ผมได้แต่รู้สึกยินดีที่จะกด remove friends ออกไป พร้อมกับยินดีอย่างยิ่งที่ตัวเป็นๆของเราไม่ได้พบปะพูดคุยกันเป็นกิจจะ ลักษณะก่อนหน้านี้ เสียดายแค่ผมลืมที่จะแคปภาพหน้าจอคำพูดอันหยาบทรามของเธอไว้ เผื่อเป็นหลักฐานให้เธอได้ระลึกว่า เธอเคยมีความคิดแบบใดต่อคนเหมือนกัน
เพื่อนผมอีกสามคนที่พูดถึงนี้ เป็นกรณีที่ผมเศร้ายิ่งกว่า เราเคยอยู่ห้องเดียวกัน คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ และแน่นอน นั่งด่าทักษิณด้วยกันอย่างมันปาก หนึ่งในนั้น(ซึ่งผมไม่ได้ hide เธอไว้ตั้งแต่แรก เหมือนกับอีก 2 คน) เธอตั้งสเตตัสขึ้นโพล่งมาว่า "รับไม่ได้ ถ้าต้องยุบสภาเพราะพวกไพร่แดง"
กรณีนี้ผมยังไม่ช็อคเท่ากับความเห็นของเพื่อนผมที่มาคอมเมนต์ในสเตตัสอันนี้ (ซึ่งเป็นคนที่ผมสนิทที่สุดใน 3 คนดังกล่าว) เขาพิมพ์ว่า "ช่ายๆ ถ้าเกิด ยุบไป พวกไพร่แดงก็ได้ใจกันพอดี" แน่นอนว่าผมปรี๊ดแตก ผมพิมพ์ตอบกลับไปทันทีในทำนองว่า มีคนตายถึง 15 คนแล้ว(ปัจจุบัน 20-21 ผมไม่แน่ใจตัวเลข) ใครเขาจะเอาเวลามา "ได้ใจ" วะ?
ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการทะเลาะทุ่มเถียงใส่กัน ผมยังจะรับได้มากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อนคนที่ 3 เข้ามาคอมเมนต์ คุยข้ามหัวผมไปที่เจ้าของสเตตัส เอ่ยว่า "ทีนี้เข้าใจอารมณ์กูหรือยัง กูจะดีลีตแม่งแระ" ส่วนอีกสองคนก็เข้ามาสนับสนุนกันว่า "เออ เข้าใจ จริงด้วยว่ะแม่ง"
มันมีหลายอารมณ์นะครับตอนนั้น ที่ทำให้ผมตัดสินใจ remove สามคนนี้ทิ้งไปอย่างไม่ลังเล อย่างน้อยก็ในเฟซบุคและชีวิตจริงในช่วงเวลาอันใกล้นี้
สายตาพวกเขาที่มองผม มันไม่ได้มองว่าผมเป็นเพื่อนพวกเขาอีกต่อไป มันมองว่าผมเป็นแค่เศษไพร่ เป็นแค่ควายที่หลงโง่งมไปกับการชุมนุมของเสื้อแดง ที่เข้าไปป้วนเปี้ยนหรือบังเอิญติดอยู่ในลิสต์เพื่อนอันสูงส่งของพวกเขา ที่มีแต่ปัญญาชนผู้อยากเล่นสงกรานต์ อยากเดินพารากอน ความเห็นของผมเป็นแค่ความพยายามยุแยง ปั่นป่วน ความคิดอันสวยหรูของพวกเขา - ผมทั้งเศร้าและโกรธ เมื่อพวกเขาเป็นฝ่ายที่เลือกจะมองว่าผมเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ หรืออย่างน้อยก็มองว่าผมไม่ใช่เพื่อนของพวกเขาอีกต่อไป ก่อนที่ผมจะทันคิดอย่างนั้นเสียอีก
(นี่ยังไม่รวมกับ fact ที่ว่า ผมเคยเข้าไปแสดงความเห็นทางการเมืองที่เอนมาทางเสื้อแดงแย้งกับ 1 ใน 3 คนนั้น เพียงแค่ 2 ครั้ง ตั้งแต่เล่นเฟซบุคมา แต่เธอกลับใช้น้ำเสียงหยามเหยีัยด เหมือนกับว่าผมไปทำให้หน้าเฟซบุคของเธอรกรุงรังด้วยข้อความชั้นต่ำอยู่ทุก วี่ทุกวัน แล้วก็ทำท่าทำทางเหมือนกับปราณีผมเสียเหลือเกิน ที่ยังอุตส่าห์เก็บไว้อยู่ในลิสต์ โธ่ เหี้ยเอ๊ย!)
ผมเคยคิดว่า ผมจะไ่ม่พยายามทำอย่างนี้กับใคร ผมยังคุยกับคนที่เห็นต่างได้ แต่ถ้ามืดบอดกันถึงขั้นนี้ ผมก็ได้แต่ทำอย่างที่ผมทำไป เพราะเห็นแล้วว่าไม่มีประโยชน์อะไร ไม่มีแม้แต่การคิดจะเปิดประเด็นเถียงกัน คุยกัน ซึ่งถ้าเพื่อนกันไม่มีท่าทีแบบนั้น ผมก็ไม่รู้จะเก็บไว้ทำซากทำเผือกอะไร บางทีถ้าไปกินเหล้ากันอาจจะคุยกันได้มากกว่านี้ แต่สถานการณ์ที่เป็น ผมมองว่าเขาเหล่านั้นถ้ารู้ว่าผมจะไปก็คงแยกตัวออกไปแต่แรกมากกว่า


Tags: block, facebook, fail, remove friends, การ เืมือง, นอง เลือด, สลาย การชุมนุม, เพื่อน, เสื้อ แดง, ไพร่


form http://nanoguy.exteen.com/20100412/entry 



มะเดี่ยวตอบ 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1271232137&grpid=01&catid=

วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2553 เวลา 21:00:00 น.  มติชนออนไลน์

เมื่อผู้กำกับ "รักแห่งสยาม" เขียนจดหมายตอบน้องเรื่องผลกระทบจากเหตุการณ์ 10 เมษายน

...เพราะภราดรภาพในใจของคนถูกปลุกขึ้นมา แล้ว อุดมคติแห่งความเท่าเทียมเริ่มคุกครุ่นในใจของผู้คนที่ถูกกดขี่ข่มเหง และถูกปลุกเร้าด้วยความชิงชังของชนชั้นกลางที่ถูกดึงไปเปนเครื่องมือของชน ชั้นสูงอย่างเต็มตัว...

หมายเหตุ "ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล" หรือ "มะเดี่ยว" ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง "รักแห่งสยาม" รวมทั้งหนังสะท้อนปัญหาสังคมไทยในยุคปลายรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร หลาย ๆ เรื่อง เช่น "คน ผี ปีศาจ" และ "13 เกมสยอง" ได้เขียนจดหมายตอบกลับไปยังเพื่อนรุ่นน้องที่เข้ามาระบายอารมณ์ความรู้สึก ผิดหวังเสียใจกับปฏิกิริยาของคนรอบข้างที่มีต่อเหตุการณ์นองเลือดในวันที่10 เมษายน โดยเขาได้นำเนื้อหาในจดหมายดังกล่าวไปโพสต์ไว้ในเว็บล็อกส่วนตัว http://mdsponx.spaces.live.com มติชนออนไลน์เห็นว่าจดหมายของชูเกียรติมีเนื้อหาน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ดังต่อไปนี้

//////////

13 เมษายน

โยนิโสมนสิการ

จากที่ได้ป่าวประกาศไปในเฟศบุ คว่าจะทำรายการตอบคำถาม ก็มีผู้คนส่งคำถามมามากมาย มีไม่น้อยที่เปนคำถามเกี่ยวกับสังคมและการเมือง จะอ่านตอบลงไปในยูทูปก็เกรงใจเพราะว่าในการดำเนินรายการหมายมุ่งว่าทำเพื่อ ความบันเทิงเริงใจ การค้นหาความจริงทางสังคมและการเมืองตอนนี้มีผู้คนออกมาแสดงความเห็นกันมาก มายอยู่แล้วจึงปล่อยให้เปนหน้าที่ของท่านเหล่านั้นไป

หาก แต่ก็ยังมีความกลัดใจอยู่ไม่น้อยในประเด็นความขัดแย้งแลความเศร้าที่ต้องมี ผู้คนเสียชีวิตบาดเจ็บไปในเหตุการณ์จึงหยิบจดหมายของน้องคนหนึ่งที่เขียนมา ในใจความถามว่า เขาควรทำอย่างไรดีเมื่อเริ่มขัดแย้งกับเพื่อนในเฟศบุคเกี่ยวกับการเมือง ทั้งที่เปนเพื่อนสนิทที่นิสัยดี พอความขัดแย้งเกิดขึ้นเขาและเธอว์เหล่านั้นต่างแสดงตัวตนที่โหดเหี้ยมอำมหิต ออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อจดหมายส่งมาถึงข้าพเจ้าหลายวันหากแต่ยัง ไม่ได้ตอบ แล้วไม่นาน น้องคนนั้นก็นำไปเขียนลงบลอกด้วยความสับสนว้าวุ่นใจ แฝงความทุกข์ใจที่เสียเพื่อนอยู่ในที เจือระคนด้วยความโกรธเคืองอยู่บ้าง ข้าพเจ้าเชื่อว่าความโกรธนั้นไม่ได้มุ่งหมายไปที่ตัวบุคคล แต่ยังแผ่ลามไปถึงสังคม แลทุกสิ่งที่ปลูกความคิดอัปยศเหล่านั้นให้เพื่อนของเขา จึงขอเชิญทุกท่านเข้าไปอ่านในบลอกนี้ ก่อนที่จะอ่านจดหมายตอบกลับของ ข้าพเจ้าต่อไป

http://nanoguy.exteen.com/20100412/entry

จดหมายถึงน้อง

ตี้น้องรัก

จากคำถามสั้น ๆ วันก่อนที่เธอว์ได้ถามพี่มา บัดนี้ได้แจกแจงรายละเอียดจนเห็นภาพชัดแจ้ง โดยที่ไม่ต้องจินตนาการใด ๆ เพราะรอบข้างตัวพี่ ตัวเรา ตัวเขา ตัวเธอว์ เหล่านั้นเราต่างประสบปัญหานี้กันทั้งสิ้น แม้แต่ตัวพี่เองที่วันนี้คงพูดไม่ได้แล้วว่าเปนกลางทางการเมือง

การออกตัวว่าเห็นด้วยกับกลุ่มคนเสื้อแดงเปนเรื่องที่ สุ่มเสี่ยงอย่างมากในสังคมกรุงเทพสาธารณะ(ในที่นี้หมายถึงในโลกไซเบอร์นี้ ด้วย) เพราะเราจะถูกชี้หน้าด่าทันทีว่าเปนลิ่วล้อของทักษิณ เปนคนโง่ที่ถูกล้างสมอง ไร้การศึกษา ชีวิตมีค่าเพียงธุลีดิน และถูกเกลียดชังไปในทันที แต่พี่ว่าการออกตัวอย่างชัดเจนยังดีกว่าการออกตัวว่าเปนกลางแล้ว ซ่อนความยินดีอำมหิตอยู่ภายในอย่างคนที่ตี้ได้เจอคนพวกนี้เขาไม่ ถามเราหรอกว่าทำไมเราถึงเห็นด้วยกับเสื้อแดง เหมือนที่เขาตอบเราไม่ได้เหมือนกัน ว่าทำไมถึงเกลียดทักษิณ แล้วส่วนใหญ่ก็จะอธิบายไม่ได้ด้วยว่าทักษิณทำผิดอะไร มักจะเชื่อเพราะเขาบอกมา เชื่อเพราะเขาพูดกัน เชื่อเพราะสื่อชี้ให้เห็นเปนแบบนี้ และที่น่าเศร้า เชื่อ เพราะกลัวจะถูกหาว่า ไม่ฉลาดทันคน

พี่ทำหนังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลทักษิณมาตั้งแต่ก่อนเรียนจบ มหาวิทยาลัยจนถึงเรื่องสิบสามเกมสยองก่อนที่รัฐบาลของเขาจะถูกรัฐประหารใน คืนที่ถ่ายทำมิวสิควีดีโอเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ส่วนใหญ่ที่พูดถึงในเนื้องานคือเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสงครามยาบ้า อันเปนนโยบายของรัฐบาล เรื่องการแทรกแซงสื่อและนโยบายประชานิยม พี่ไม่ค่อยกล้าแตะเรื่อง การเลี่ยงภาษีหรือการทุจริตต่าง ๆ ที่เขายกมาเปนประเด็นในช่วงท้าย ๆ ของการดำรงตำแหน่งนั่นเปนเพราะว่าพี่ไม่เข้าใจระบบภาษี ไม่เข้าใจวิธีการฟอกเงิน การวิพากษ์วิจารณ์สิ่งใดที่เราไม่รู้แจ้งจึงไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่นัก เพราะวันหนึ่งสิ่งต่าง ๆ อาจจะย้อนมาหาตัวเราเอง อนึ่ง หากจะพูดเรื่องภาษี พี่ก็ยังเห็นคนรอบข้างตั้งหลายคนพยายามหลบเลี่ยงภาษีด้วยวิธีต่าง ๆ นานาเช่นกันและที่ไม่น่าพูดถึงเลยก็มีคนในประเทศนี้ตั้งหลายคนที่ไม่ต้อง เสียภาษีและก็ใช้ทรัพยากรเดียวกันบนผืนแผ่นดินไทยรวมถึงพี่ ด้วย ที่บางอารมณ์เมื่อนึกถึงความทุจริตที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าในหน่วยงานของรัฐ พี่ก็ไม่อยากจะเสียภาษีเหมือนกัน แต่ก็เลี่ยงไมได้เพราะหัก ณ ที่จ่ายเงินทุกครั้งเมื่อพี่ได้รับค่าจ้าง

เราคงไม่ต้องอธิบายแรงผลักดันในการออกมาต่อสู้ของชนชั้น รากหญ้าให้เสียเวลาเพราะมีคนได้อธิบายไปแทบจนหมดสิ้นแล้วแต่คนส่วนใหญ่ใน เมืองก็ยังเลือกที่จะไม่เข้าใจอาจจะเปนเพราะชาวนาในความคิดเขาก็ยังเอาควาย ไถนาเกี่ยวข้าว สวมงอบกันเหมือนในโปสการ์ดของการท่องเที่ยวฯ ความยากจนและการถูกกดขี่มันเปนอย่างไรคงยากจะจินตนาการถึงในสังคมของผู้ที่ ร้องเรียนทุกอย่างได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ตตั้งแต่เรื่องของแถมจากการชิงโชค สินค้าไปจนถึงโดยแย่งอาหารในชาบูชิบุฟเฟต์ ไม่ว่าจะให้ข้อมูลอย่างไร การชุมนุมของคนเสื้อแดงเปนการทำลายธุรกิจ การใช้จ่ายอันศรีวิไลซ์และความสำราญสะดวกสบายของเขาเหล่านั้น มากกว่าจะเปนการเรียกร้องความเปนธรรมทางการเมืองที่เขาถูกลิดรอนมาหลาย ทศวรรษแล้ว

มีคำถามของน้องคนหนึ่งชื่อ "ปาริณ" ถามได้น่าสนใจว่า "ใครคือชนชั้นกลาง" เปนคำถามที่ดีมากสำหรับเด็กมัธยมผู้ใฝ่รู้ จริงแล้วแต่ละสาขาก็มีอรรถาธิบายต่อคำว่าชนชั้นกลางของตัวเอง ทางรัฐศาสตร์ก็แบบนึง เศรษฐศาสตร์ก็แบบนึง สังคมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ก็อีกแบบนึงแล้วแต่จะพูดไป แต่สรุปรวมคำอธิบายในแบบของพี่ ชนชั้นกลางคือผู้ที่อยู่อาศัยในเขตเมือง ทำงานอยู่ในระบบธุรกิจ จุดมุ่งหมายของชนชั้นกลางคือการถีบตัวไปสู่ชีวิตที่สูงขึ้นในระดับชนชั้นสูง คนพวกนี้มีความอ่อนไหวเปราะบางทางความรู้สึกเพราะชีวิตของพวกเขาไม่มีความ มั่นคง เกือบทั้งหมดมีหนี้สิ้น ไม่ว่าจะเปนบ้านหรือรถ หรือธุรกิจ ดังนั้นไม่แปลกที่พวกเขาจะมีความกังวลในใจตลอดเวลาเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการ เมืองและต้องการหาแหล่งอำนาจไว้พึ่งพิงชนชั้นกลางอ่อนไหวกับข่าว เชื่อสื่อง่ายโดยเฉพาะสื่อทางเลือกอย่างเช่น อินเตอร์เน็ต และเคเบิลทีวีพวกเขาพร้อมใจจะเชื่อฟอร์เวิร์ดเมล์ ข่าวซุบซิบ หรืออะไรก็ตาม ที่ขึ้นต้นว่า "ข่าววงใน" สิ่งที่พวกเขากลัวคือการตามไม่ทันกระแส โดยเฉพาะยุคแห่งข้อมูลข่าวสารนี้ใคร รู้ก่อน ปล่อยข่าวได้ก่อน ย่อมได้รับการยกย่องราวกับเปนกูรู ข้อพิสูจน์นี้เห็นได้จากรายการแฉที่ได้รับความนิยมมากมาย พิธีกรหรือนักเขียนที่มีชื่อเสียงในการแฉไม่ว่าจะเปน มดดำ ซ้อเจ็ด หรือช่องเคเบิลใด ๆ ที่เปิดแล้วมีแต่กระเทยมาเม้าธ์กัน ตอนนี้มีมากมายและได้รับการยกย่องเสียด้วย ในขณะที่เราถูกสอนว่าการนินทาผู้อื่นนั้นไม่ดี โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้จัก แต่ทำไมถึง...

ช่างมัน เรามานินทาชนชั้นกลางกันต่อ ด้วยรู้จุดอ่อนข้างต้น ชนชั้นปกครองจึงหลอกเอาขนมผสมน้ำยาได้โดยง่าย ด้วยสื่อที่เปนของทหารและรัฐเกือบทั้งหมดเขาจะทำให้เราเชื่ออะไร รักอะไร เกลียดอะไรได้โดยง่าย เรียนนิเทศมาสื่อแบบนี้เขาบอกว่าเปนสื่อของรัฐบาลเผด็จการทหาร ไม่ใช่สื่อของเสรีนิยมประชาธิปไตยอย่างที่เราเชื่อกัน เพราะถ้าเปนเช่นนั้นจริง ฟรีทีวีเราคงมีมากกว่าสิบช่องให้มีการแข่งขันเสรีมากกว่าจะต้องทนดูอะไรห่วย ๆ โง่ ๆ ไร้รสนิยม ที่รัฐและนายทุนสื่อที่มีอยู่ไม่กี่เจ้ายัดเยียดให้เราดูแล้วบอกว่า "ชาวบ้านเขาต้องการแบบนี้" ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาอยากดูแบบนี้หรือไม่มีปัญญาทำแบบอื่น หรือกลัวเขาจะฉลาดขึ้นมา

นอกเรื่องอีกแล้ว มาเรื่องชนชั้นกลางต่อ อย่าหาว่าเม้าธ์เลย ชนชั้นกลางไม่ค่อยแคร์ต่อความเปนไปของโลกมากนักจน กว่าจะมีปัญหาเดือดร้อนมาถึงตัว ในวัยมหาลัยเขาไปค่ายอาสากัน แต่ก็เหมือนไปเที่ยวไปกอบโกยความสนุกจากชาวบ้านแล้วก็สร้างห้องสมุด ห้องน้ำ โรงอาหารให้เขาอย่างที่เขาต้องการหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วทุกคนก็ลืมไปสิ้นเมื่อตอนแวะตลาดซื้อของฝาก เขาไปเที่ยวชนบทเพื่อดูความเรียบง่าย พอเพียง ทางอุดมคติก่อนจะกลับมาชอปปิ้งในห้างหรูด้วยบัตรเครดิตที่หมุนเดือนชนเดือน แล้วเขาก็ด่าคนที่มาชุมนุมเหยียดหยามเขาเหมือนไม่ใช่คน ทั้งที่ผู้คนเหล่านั้นอาจจะเปนลุงป้าน้าอาที่เคยไปสร้างห้องสมุด โรงอาหารให้กับเขาเมื่อไปค่ายก็เปนได้ เขาไปวัดปล่อยนกปล่อยปลาถวายสังฆทาน แต่ไม่ฟังเทศน์ หลายคนอ่านหนังสือพระดังแต่ไม่รู้จัก "กาลามสูตร" เข้าใจว่าเปน "กามสูตร" หากลองปฏิบัติตาม กาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ พี่เชื่อว่าหลายคนคงเปนอิสระจากการครอบงำทางความคิดและเกิด "โยนิโสมนสิการ" ซึ่งไม่ใช่ความยินดีในโยนี แต่ลองไปเปิดหาความหมายเอาเองเถิด

แล้วที่เม้าธ์ชนชั้นกลางมาหลายย่อหน้านี้มันตอบคำถามใด ของตี้ หากตี้มีโยนิโสมนสิการแล้วก็จะเข้าใจว่า น้องคนที่เขามีความยินดีในความตายของผู้คนเหล่านั้นเขาเปนชนชั้นกลางที่ขาด ซึ่งวิจารณญาณโดยแท้ อาจจะเปนความเยาว์ความเขลาของนาง หรือสื่อที่บิดเบือนโลกของนางไปให้เห็นกงจักรเปนดอกบัว เห็นความตายเปนเรื่องน่ายินดี เห็นความแตกต่างทางการเมืองเปนเรื่องที่ต้องเอามาตัดสินคนว่าโง่เง่าต่ำตม ถ้าเปนพี่ก็คงช็อคมิใช่น้อยถ้าได้เห็นการเอารูปคนตายมาหยามเกียรติและชี้ชวน กันวิพากษ์วิจารณ์ เหตุการณ์นี้มองในแง่ดีเราก็จะเห็นตัวตนที่แท้จริงของคนเหล่านั้นเหมือนกัน นะตี้ มันทำให้เรามีตาทิพย์ เพราะขณะที่คนอื่นมองเห็นความศรีวิไลซ์ของน้อง ๆ เหล่านั้นว่าเปนคนรุ่นใหม่ ทันสมัย มีการศึกษาและเปนอนาคตของชาติ แต่เรามองเห็นด้านของปีศาจร้าย ความกักฬะโสมม ที่อยู่ในใจนาง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องความเชื่อทางการเมือง แต่เปนเรื่องของสภาพจิตใจมากกว่า

เมื่อไหร่ที่เรามองเห็นมนุษย์ไม่ใช่มนุษย์ เรายังเชื่อในอำนาจนิยม วันหนึ่งที่เรามีอำนาจเราก็จะกลายเปนปีศาจร้ายทำลายได้ทุกอย่างกระทั่งชีวิต คนได้อย่างสนุกสนาน คิดดูว่าแค่มีอำนาจในมือในการพิมพ์คีย์บอร์ดยังเปนได้ขนาดนี้ วันหนึ่งที่เขามีสิทธิ์ชี้เปนชี้ตายคนพวกเขาจะสนุกสนานขนาดไหน แล้วเราจะหวังอะไรกับอนาคตของชาติที่เปนแบบนี้

ความหวังเรื่องสันติยังคงมืดมน แม้ขณะที่นั่งพิมพ์อยู่นี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็มีมติให้ยุบพรรคประชาธิปปัตย์แล้วก็ยังไม่มีสัญญาณ อะไรว่าการชุมนุมจะเลิกรา พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังขออุทธรณ์ดิ้นรนเอาชีวิตรอด หรือถึงแม้จะเลิกชุมนุมไปแล้วการหวนกลับมาของทักษิณก็อาจจะมีการชุมนุมครั้ง ใหม่ของอีกฝ่าย หรือแม้แต่ทักษิณถูกประหัตประหารไป แต่เชื่อไหม ความขัดแย้งในสังคม ก็จะยังดำเนินต่อไป นายกรัฐมนตรีสุดหล่อเคยออกมาบอกว่าอย่าเอาความขัดแย้งระหว่างชนชั้นมาเปน เงื่อนไขในการชุมนุม แต่ในความเปนจริง ความแตกต่างระหว่างชนชั้นนั่นแหละคือปัญหาหลักของประเทศนี้

ชนชั้นสูงรู้ดี ว่าตัวเองมีอะไรอยู่ในมือและชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรหากเกิดความ เปลี่ยนแปลงชนชั้นล่างรู้ดีว่าพวกเขาต้องการอะไรและชีวิตของพวกเขามันต่ำ ต้อยแค่ไหนในระบบเผด็จการทหารห่อประชาธิปไตย (เหมือนผัดไทห่อไข่) ทุกประเทศเปลี่ยนไปหมดแล้วไม่เว้นเวียตนามและกัมพูชา เมื่อคนที่ยากแค้นลุกขึ้นมาต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมและพวกเขาก็ชนะ พี่เชื่อว่ามันอาจจะไม่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่วันหนึ่งมันก็เกิดขึ้นแน่นอน เพราะภราดรภาพในใจของคนถูกปลุกขึ้นมาแล้ว อุดมคติแห่งความเท่าเทียมเริ่มคุกครุ่นในใจของผู้คนที่ถูกกดขี่ข่มเหง และถูกปลุกเร้าด้วยความชิงชังของชนชั้นกลางที่ถูกดึงไปเปนเครื่องมือของชน ชั้นสูงอย่างเต็มตัว

ประเทศเราไม่มีทางเปนเหมือนเดิมอีกต่อ ไป ในเมื่อคนถูกเสี้ยมให้เกลียดกันแล้วรอยร้าวนี้ก็ยากจะสมาน ต้องให้เครดิตรัฐบาลชุดนี้ไว้ด้วยตรงที่ขยันออกข่าวสร้างภาพความเลวร้ายของ คนเสื้อแดง ใส่สีตีไข่ จนทำให้คนเกลียดกันได้มากถึงเพียงนี้ รัฐอาจจะต้องการรักษาอำนาจของตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่น สิ่งนั้นอาจจะสำคัญมากกว่าความเข้าอกเข้าใจกันของคนในชาติ

มัน อาจจะฟังดูอุดมคติ แต่จริงแล้วเมื่อคนเข้าใจกันว่าเราต่างมีหน้าที่ของตัวเองในสังคม ไม่ได้มีใครสำคัญกว่าใครเราเปนฟันเฟืองตัวหนึ่งที่มีหน้าที่ที่เท่าเทียมกัน คือหมุนประเทศนี้ต่อไปข้างหน้าเราเข้าใจว่า เราเองก็ไม่อยากจน ไม่อยากลำบาก และคนอื่นก็เช่นกัน ใครก็อยากรวย อยากสุขสบาย เราจะไปบอกคนอื่นว่าเกิดมาจนก็ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงไปสิมันไม่ได้หรอก เพราะลองถามตัวเองจะให้ไปอยู่อย่างนั้นเอาไหม เราก็ไม่เอาเหมือนกัน ฉะนั้น กรุงเทพไม่ใช่ประเทศไทย คนกรุงเทพไม่ใช่เจ้าของประเทศ คนต่างจังหวัดไม่ใช่คนโง่ เขาตื่นแล้ว ความยากจนข้นแค้น มันเรียกร้องให้เขาหาคำตอบว่าทำไมชีวิตเขาถึงไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้สักที วันหนึ่งเมื่อเขาเจอคำตอบเขาก็ไม่เชื่อสื่อของรัฐอีกต่อไป พวกเขาไม่ได้เกียจคร้านและแบมือขอ พวกเขาทำงานหนักกว่าเราที่ทำงานในเมือง แต่ค่าตอบแทนมันต่างกันลิบลับ เราร้อนเราเปิดแอร์ แต่เขาร้อนนั่นคือพืชผลถูกทำลายและหมายถึงเจ๊งๆ ๆ ไม่มีจะแดก นี่คือเรื่องจริง อย่างที่สุดไม่ใช่นิยายที่แต่งขึ้นมาประโลมโลกย์ และไม่ตื้นเขินเหมือนคำตอบที่ว่าคนเสื้อแดงทั้งหมดมาเพื่อทักษิณ

เขียนมาถึงขั้นนี้ คงมีหลายคนที่เกลียดชังพี่ที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างออกไป ซึ่งพี่ไม่ได้โกรธคนเหล่านั้น เพราะคนเรามีความเชื่อต่างกันได้ และจะเกลียดกันก็ไม่ว่ากระไรแต่ให้ลองถามว่า คุณเกลียดชังคนมีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างจากคุณด้วยเหตุผลอะไร หากคุณรักชาติหวงแหนผลประโยชน์ของชาติ ลองนึกถึงคำตอบหน่อยว่า ผลประโยชน์ของชาติ คืออะไร ถ้าตริตรองดูด้วยเหตุผลด้วยข้อมูลต่าง ๆ มาประสมกัน คิดโดย "ไม่ควรเชื่อ เพียงเพราะ..." แล้วยังยึดมั่นอุดมการณ์เดิมด้วยเหตุผลที่หนักแน่น เราก็ยินดีให้ด่า

พี่หวังว่าจดหมายนี้จะเปนคำตอบที่ดีให้กับตี้และน้องปาริณอยู่ ไม่น้อย หวังว่าสิ่งที่กลัดใจอยู่คงจะคลายความเครียดของมันลงไปได้ในเร็ววัน อาจจะสงสัยว่าทำไมพี่ถึงเรียกชนชั้นกลางว่าพวกเขา แล้วพี่เปนชนชั้นอะไร จริง ๆ แล้วพี่ก็เปนชนชั้นกลางเหมือนกับทุก ๆ คนที่เล่นเน็ตอยู่ ณ ที่นี้แหละจ้ะ เพียงแต่บางครั้งเราก็ไม่อยากถูกเหมารวมไปอยู่ในหมวดชน ชั้นกลางที่เหยียดวรรณะ เพราะถ้าเปนเช่นนั้นแล้ว พี่ยอมเปน "ไพร่" มากกว่าจะเปนคนในแดนศริวิไลซ์ที่มองเห็นคนไม่เห็นเปนคน

วิงวอนให้ทุกคนได้มี "โยนิโสมนสิการ" ในเร็ววัน

แมวโพง สีสวยดี




วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Project Magangement

if want to develop Good Software

QA Still need for make it Better

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Lite Programe For NET BOOK list

Here is some list that i think this is useful for Netbook


Problem for net book  is

  1. Slow CPU
  2. Native resolution 1024 x 600
  3. Hdd low acess speed
  4. too tiny Keyboard
But it still great Gadget because

  1. light weight
  2. long life battery
  3. tiny and cool 
  4. can a lot of modify ex. insert GPS System ,Radio , Tablet system

PDF Reader

we've to admire adobe acrobat reader is very good program

but for slow cpu low hard space

this Foxit Reader ; http://www.foxitsoftware.com/pdf/reader/

is Much more good idea



Browser

forget ie and firefox  it's good for pc and laptop

"Not"  NetBook

Try opera and Chrome 

for me Chrome is Better idea

Safari is good but  not for me



Media Player

even netbbok have no optical Drive but we still have time to kill


Try this

VLC -  http://www.videolan.org/vlc/ videolan still good program for view

but for better quality


K-lite still Good program ; load here

http://www.free-codecs.com/download/K_lite_codec_pack.htm




Utilities

After i've buy asus EEE 900A  it've Problem about

Solid State Drive (SSD)

it've 16 Gb lite acer aspire one

you Need this Program to Fix this card


This is what you "Need" FlashFire ; http://flashfire.org/xe/?mid=downloadex




 For Clean Up youneed

CleanUp :CCleaner http://www.download.com/CCleaner/

Defrag : auslogic http://www.download.com/Auslogics-Disk-Defrag/
(No Need if you use SSD)

Poweriso for Mount image : http://www.download.com/PowerISO




 

 hope this Could Help you Tiny Netbook Better